ท่ามกลางคำถามมากมายบนเวทีดีเบตของ The Standard
คำถามง่ายๆ จากผู้ที่ไม่มีแม้แต่สิทธิเลือกตั้ง กระตุกให้ผู้มีสิทธิมีเสียง (ที่อาจจะยังไม่รู้ว่าจะเลือกใคร) ลองคิดดูอีกที
“ถ้าพี่ (candidate นายก) ทำไม่ได้ในสิ่งที่พี่พูด พี่จะรักษาน้ำใจผมยังไง?”
คำถามนี้ ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ที่ผ่านการเลือกตั้ง และผิดหวังมาแล้วหลายครั้ง เราอาจจะไม่ถาม เพราะเรียนรู้แล้วว่า
“นักการเมืองก็แบบนี้”
ไปๆ มาๆ วันนึง เราก็เลิกที่จะหวังว่า เลือกใครแล้วอะไรมันจะเปลี่ยนแปลง
คำถามของน้องกระชายเลยชวนมาคิดว่า แล้วจริงๆ นักการเมืองที่สัญญาอะไรเยอะแยะก่อนได้รับเลือกตั้ง พอหลังได้ตำแหน่งแล้วไม่ทำ เค้าควรจะฮาราคีรี หรือควรจะเยียวยาหมึกปากกาในคูหา (และคราบน้ำตา) ของเรายังไง

source: https://thestandard.co/krachai-standard-debate-youth-hopes/
พักเรื่องการเมือง แล้วกลับมาสู่การตั้งคำถามกันดีกว่า
🤔 ไม่คาดหวัง = ไม่ผิดหวัง .. จริงเหรอ
ก็อาจจะจริง เพราะความผิดหวังเกิดเพราะ “ความจริงมันไม่ตรงกับความคาดหวัง”
ถ้าไม่คาดหวังอะไรเลย (จริงๆ) มันก็จะไม่มี gap ระหว่างความจริง กับความคาดหวัง
แต่.. ชีวิตที่ไม่คาดหวังอะไรเลย มันคือชีวิตแบบไหนกันล่ะ
🤔
pygmalion effect .. เพราะคาดหวัง เลยพยายามให้ได้อย่างหวัง
ในบรรดาความคาดหวังที่มีชื่อเสียง “Pygmalion Effect” และ “Manifest” คือ ตัวเด่น ตัวดัง ตัวได้แสง
🤔Pygmalion Effect คืออะไร
Pygmalion Effect มีที่มาจากเทพปกรณัมกรีก เรื่องของพิกมาเลียน (Pygmalion)
👨ฮีเป็นศิลปิน (บ้างก็ว่าเป็นกษัตริย์ด้วย) ที่ปั้นรูปปั้นหญิงสาวขึ้นมา ให้ชื่อว่า กาลาเทอา (Galatea) แล้วก็หลงรักรูปปั้นตัวเองหัวปักหัวปำ (สมัยนี้ก็คงเหมือนคนหลงรัก AI เหมือนว่าเป็นแฟนกัน) ทั้งซื้อของขวัญให้ อาบน้ำให้ กลับบ้านมาก็จูบรูปปั้น ประหนึ่งว่า นี่แหละคือคนรักที่แท้จริง 💖
วีนัสประทับใจ เลยเสกให้รูปปั้นมีชีวิตขึ้นมา ได้แต่งงานกันสมใจ
ชื่อของ “พิกมาเลียน” ก็เลยกลายเป็นชื่อที่นักจิตวิทยา Robert Rosenthal ยืมมา เพื่อใช้แทนความคาดหวังของพิกมาเลียนที่เปลี่ยนให้รูปปั้นกาเลทีอามีชีวิตขึ้นมาได้
Pygmalion Effect: ปรากฎการณ์ที่ความคาดหวังของคนอื่นทำให้นำไปสู่การกระทำ ที่ทำให้ความคาดหวังนั้นเป็นจริงขึ้นมา
.
การทดลองที่ Rosenthal และ Jacobson ร่วมกันทำก็คือ ให้เด็กนักเรียนทำแบบทดสอบ IQ แล้วก็สุ่มเด็กออกมา โดยบอกเด็กว่า หนูทำคะแนนได้สูงนะ แล้วก็เอารายชื่อให้ครู (ซึ่งเรื่องจริง เด็กอาจจะได้คะแนนไม่ดีก็ได้)
เด็กที่กลุ่มนี้ยังอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน ทำกิจกรรมด้วยกันตามปกติกับเด็กอื่น แต่มีข้อสังเกตตรงนี้ว่า ครูมีความคาดหวังกับกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
ซึ่งพอจบเทอมแล้วทำแบบทดสอบอีกที เด็กกลุ่มที่ถูกเป่าหูว่าคะแนนสูง ตั้งใจเรียนมากขึ้นและทำคะแนนได้เพิ่มขึ้น 12.22 คะแนน (ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ครูคาดหวังก็เลยใส่ใจเป็นพิเศษ)
เรื่องนี้ เค้าสรุปว่า เพราะความคาดหวังของครู เด็กก็เลยเปลี่ยนพฤติกรรม (การเรียน) จนทำให้ความคาดหวัง (ที่เด็กได้คะแนนสูง) เป็นจริง
เอาให้ใกล้ตัวอีกนิดก็คือ เหมือนเวลาที่เราเชื่อว่า หมอดูนี้แม่นจริงๆ จนเราทำทุกอย่าง ตามที่หมอดูบอก แล้วผลก็เกิดแบบนั้นจริงๆ
🤔แล้วเอามาให้เกิดประโยชน์ยังไง
ตามที่ Pygmalion Effect บอกเราว่า ความคาดหวังของเราสามารถเปลี่ยนให้คนอื่นเปลี่ยนพฤติกรรมได้
- หัวหน้างานสามารถบอกทีมได้ว่า เขาเชื่อมั่นในความสามารถของทีม
- พ่อแม่สามารถบอกลูกได้ว่า เชื่อว่าลูกทำได้ (ไม่เหมือนลูกเราเก่งที่สุดในโลกนะฮะ.. อันนั้นจะสร้างอีกปมนึงแทน)
หรือจะพูดแบบหลุดออกมาจากมังงะแบบเท่ๆ ว่า
ไม่ต้องเชื่อในตัวเอง แต่ให้เชื่อฉัน..ให้เชื่อในตัวฉันที่เชื่อในตัวนาย
ลองไปทำดูได้นะฮะ แต่คิดว่า ลูกน้องขนลุกละะะะ 🤣
เริ่มยาวเกินแล้ว .. ส่วน Manifest ขอเก็บไว้ก่อน แต่สรุปสั้นๆ ไว้ตรงนี้ถึงความต่างว่า
Pygmalion คือ ความคาดหวังของคนนึง เปลี่ยนพฤติกรรมอีกคนนึงได้
Manifest คือ ความคาดหวังของตัวเอง เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้
ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็อยากให้นักการเมืองรับรู้ถึงความคาดหวังของพวกเราที่อยากจะได้นักการเมืองน้ำดี และ
หวังจริงๆ ว่า เราจะได้มีอากาศสดชื่อ เศรษฐกิจสดใส และพร้อมรับมือกับทุกภัยพิบัติ (ที่ไม่ใช่พระรามสอง หรือคอร์รั่ปชั่น ซะที)

Leave a comment