เคยมั้ย ที่ฟังคนนึงพูด แล้วเคลิ้มไปกับท่าทีลีลา แต่พอถามแล้ว เค้าไม่มีคำตอบ (หรือมีคำตอบ ที่ทำให้เราสับสนว่า เมื่อกี้คำถามคืออะไร)
แล้วอะไร ทำให้คนเหล่านั้นพูดไปเรื่อย ..
เพราะรู้จริง หรือเพราะคิดว่ารู้ หรือคิดว่าคนอื่นไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้?

Chauffeur Knowledge
ย้อนกลับไปราวๆ ปี 1918
นักฟิสิกส์ตัวพ่ออย่าง Max Planck เพิ่งได้รับรางวัลโนเบล
และด้วยที่การได้โนเบลสาขาฟิสิกส์ไม่ใช่เรื่องง่าย (ไม่เหมือนสาขาสันติภาพที่อยู่ๆ ทรัมป์ก็มีคนจะยกให้–แต่ๆๆๆ มันโอนให้กันไม่ได้นะจ๊ะ) Planck ก็เลยคิวแน่น เพราะใครๆ ก็อยากฟังตัวพ่อพูดเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม
พูดเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมา พูดหลายรอบจนคนขับรถที่ต้องนั่งฟังด้วย จำได้
จำได้ ไม่พอ ยังมั่นใจว่า สามารถพูดแทนได้! (นี่แหละ ความมั่นใจกับความสามารถมันอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันก็ได้)
.
วันนึง ในระหว่างทางไปบรรยายที่มิวนิก สองคนนี้ก็นึกสนุก ลองสลับร่างกันดู (อาจจะดูละครคุณธรรมมากไป)
ไปถึงที่หมาย คนขับรถขึ้นไปบรรยาย ส่วน Planck ก็นั่งฟังในฐานะคนขับรถ
การบรรยายเป็นไปได้ด้วยดี ไหลลื่น เนียนจนจบ
..กระทั่ง นักฟิสิกส์ตัวจริงยกมือถาม
เพราะคำถามไม่ได้ง่าย จึงไม่แปลกที่คนขับรถจะตอบไม่ได้
แต่ดีที่คนขับไหวพริบดี แทนที่จะตอบว่า “ไม่รู้” เลยพริ้วไปตอบว่า
.
ไม่น่าเชื่อว่า ชาวเมืองที่ล้ำอย่างมิวนิกจะถามคำถามอะไรเด็กน้อยแบบนี้ เพราะงั้น ผมจะให้คนขับรถผมมาตอบให้แล้วกันนะครับ
.
เรื่องนี้ถูกเล่าซ้ำโดย Charlie Munger เพื่ออธิบายว่า ความรู้แบ่งง่ายๆ ได้ 2 แบบ
- รู้จริง (แบบ Planck): Planck’s Knowlege
- รู้แบบนี้ รู้ลึก รู้จริง ประยุกต์ได้ ใช้งานเป็น
- รู้ผิวเผิน (แบบคนขับรถ): Chauffeur Knowledge
- รู้แบบจำได้ ท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง ถามเกินสคริปต์..ตอบไม่ได้
แต่ข้อดีของคนขับรถในที่นี้ก็คือ เขา
“รู้” ว่าตัวเอง “ไม่รู้ ”
แต่ปัญหาใหญ่ของโลกทุกวันนี้คือ
คนจำนวนมากอยู่บนความรู้แบบ Chauffeur Knowledge แต่เชื่อว่า ตัวเองเป็น Planck
Dunning-Kruger Effect
ถ้า Chauffeur Knowledge คือ “รู้ผิวเผิน”
Dunning–Kruger Effect คือ
“ดันทุรังคิดว่าตัวเองรู้ ทั้งที่จริงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้“
.
Dunning และ Kruger Effect พบว่า คนที่ “เริ่ม” รู้ อะไรไประดับนึง แต่ยังไม่เก่งจริง มักจะเชื่อว่า ตัวเองเก่งแล้ว
ถ้าเทียบกับหนังจีนกำลังภายในก็คือ วิทยายุทธ์เจ้ายังอ่อนด้อย แต่มีความมั่นใจร้อยส่วนว่า จะเอาชนะเจ้าสำนักได้ (สุดท้ายไปขอท้าประลองยุทธ์แล้วตายในครึ่งกระบวนท่า)

แรงบันดาลใจของงานวิจัยนี้มาจากเรื่องจริง
โจร 2 คนไปปล้นธนาคารในเมือง Pittsburgh .. ไม่ปลอมตัว ไม่ปิดบังใบหน้า
เพราะ “เชื่อว่าล่องหนอยู่” (โจรบอกว่า ทาน้ำมะนาวไว้ที่หน้าแล้ว และการทาน้ำมะนาวจะทำให้คนอื่นมองไม่เห็น)
ความมั่นใจไร้สติของโจรดึงดูดความสนใจของ David Dunning และ Justin Kruger ซึ่งนำไปสู่งานวิจัยที่พบว่า
“ผู้ที่ทำแบบทดสอบได้คะแนนต่ำ มักจะประเมินผลตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงมาก”
และแม้จะให้ดูคำตอบของอีกกลุ่ม (ที่ได้คะแนนสูง) ก็ยังเชื่อว่า “ของเราแหละ ถูกแล้ว”
.สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาจริงจังว่า
“อคติทางการรับรู้ (Cognitive bias)”
ทำยังไงให้หลุดพ้นจากทั้งสองกับดัก (Chauffeur Knowledge และ cognitive bias) ?
เริ่มง่าย แต่อาจจะทำยาก
- ฝึกเชื่อก่อนว่า สิ่งที่เชื่ออาจจะไม่ถูกก็ได้
- ถามตัวเองว่า
- อะไรคือหลักฐานสนับสนุนความเชื่อ
- เรารู้จริง ใช่ไหม
- มีทางไหนมั้ยที่คำตอบนี้ จะไม่ใช่คำตอบเดียว
ถามบ่อยๆ
สงสัยบ่อยๆ
keep whying
source:
https://thefinanser.com/2024/03/the-dunning-kruger-effect-as-inspired-by-a-bank-robbery
https://www.psychologytoday.com/us/basics/dunning-kruger-effect
Leave a comment