เรามักคิดว่า “ความสุข” เป็นปลายทาง
แต่หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ชวนตั้งข้อสังเกตกลับด้านว่า บางทีความสุขอาจเป็น “จุดเริ่มต้น” ของทุกอย่าง
หนังสือ light light จากผู้ชายอบอุ่น 🤣 (อ. นภดล ร่มโพธิ์) ที่ไม่ได้พยายามสอนให้เราเป็นคนเก่งขึ้น แต่ชวนให้เราสังเกตว่า ความสุขจริงๆ อาจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด
..แม้บางทีมันจะยากกว่าที่เรายอมรับก็ตาม
# สรุปใน 1 บรรทัด:
ถ้าทำทุกอย่างโดยเริ่มจากความสุข เราก็จะมีความสุข
คำถามสำคัญของเล่มนี้คือ ?? แล้วความสุข เริ่มต้นจากอะไร ??
อ่านไปอ่านมา จะพบว่า ความสุขไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่เกิดจาก “ตำแหน่งที่เราอยู่” ในความสัมพันธ์กับโลก รอบตัว และตัวเอง
ในหนังสือมีวิธีเพิ่มความสุขอยู่ 4 แบบ แต่อ่านไปอ่านมา มันมีมากกว่านั้น ขอ list ตามนี้เลย
1. สุขจากการเป็นผู้รับ
- มีคนทำอะไรดีๆ ให้เรา แล้วเรารู้สึกดี นี่คือความสุขที่ตรงไปตรงมาที่สุด และเกิดขึ้นง่ายโดยไม่ต้องอธิบายเยอะ
2. สุขจากการเป็นผู้ให้
- พอเราเป็นคนให้ ความสุขไม่ได้หายไปจากเรา แต่กลับสะท้อนกลับมา..เห็นอีกฝ่ายมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย
3. สุขจากการยินดีที่คนอื่นมีความสุข ประสบความสำเร็จ
- อันนี้ก้าวไปอีกขั้นละ .. เห็นคนอื่นได้ดี เราก็ยินดีด้วย
- [[ อันนี้ พวกขี้อิจฉาจะทำได้ยากหน่อยนะ.. แต่ลองฝึกดูนะ อาจจะลดความอิจฉาได้ ]]
4. สุขที่ได้พัฒนาตัวเอง
- “พัฒนา” ในมุมนี้ ไม่ได้หมายถึง เราต้องเก่งขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่งนะ
- แต่หมายถึง ได้ “พัฒนา” เป็นตัวเองในแบบที่ตัวเองคิดว่าดีขึ้น .. ไม่ว่าจะเป็น เล่นกีฬาเก่งขึ้น สุขภาพดีขึ้น รู้อะไรมากขึ้น
- [[ Note: ข้อนี้ แอบเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับอาจารย์ไปพร้อมกัน .. คนที่จะมีความสุขในข้อนี้ได้ เป็นมนุษย์ประเภทที่ชอบพัฒนาตัวเอง หรือมีการตั้งเป้าหมาย พอสำเร็จเป้าหมาย โดปามีนก็เลยหลั่ง .. แต่ในสังคมเรานี้ มีคนอีกไม่น้อยที่ไม่ได้อยากพัฒนาอะไร แค่อยากมีความสุขไปวันๆ ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ผิด แค่อาจจะมองโลกไม่เหมือนเรา]]
5. สุขจากการวิ่งหนีออกจากสิ่งที่เป็นทุกข์
- แน่นอนว่า ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงการหนีปัญหา แต่มันคือ การรู้ว่า อะไรที่ทำให้เป็นทุกข์ ก็ไม่ต้องทำ ..
- ถ้า say YES จนทำอะไรไม่ทัน >> ลอง say “No” ดูบ้าง
- บางครั้ง การมีความสุขไม่ใช่การหาว่าควรทำอะไรเพิ่ม แต่คือการตัดสิ่งที่รับประกันความทุกข์ออกไป
Note: ข้อนี้ทำให้นึกถึงคุณปู่ Charlie Munger ที่กล่าวว่า
>> Tell me where I’m going to die, so I won’t go there.<<
เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ Harvard ชาร์ลีไม่ได้บอกว่า ทำอะไรแล้วจะมีความสุข แต่พูดถึงเรื่องว่า นี่คือสิ่งที่ ทำแล้วรับประกันว่าจะเป็นทุกข์แน่นอน (“How to Guarantee a Miserable Life”)
1) เล่นยา .. ข้อนี้เห็นได้ชัด มีบ้านเสียบ้าน มีรถเสียรถ แต่ถ้าเราไม่มีอะไร เราก็ไม่เสียอะไร .. เดี๋ยววววว
2) อิจฉาริษยา
โลกมันมีคนเก่งกว่า รวยกว่า อยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ถ้าคุณมัวแต่จะอิจฉาอยู่ 24 ชั่วโมง ไม่น่าพอนะ >> อันนี้พูดเอง ปู่ไม่ได้กล่าว
3) ความขุ่นเคืองคับข้องใจ
เหมือนข้อข้างบน.. ไม่พอใจอะไรทั้งวัน 24 ชั่วโมง ก็ไม่น่าพอนะ >> อันนี้ก็พูดเองเช่นกัน ปู่ไม่ได้กล่าว
4) เป็นคนเชื่อถือไม่ได้
ถ้าคุณเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ ผิดคำพูด ไม่ซื่อสัตย์ .. เชื่อเถอะ พวกนี้มันมีผลของการกระทำอย่างแน่นอน
5) เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเท่านั้น .. พูดง่ายๆ คือ ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด หรือความสำเร็จของคนอื่นเลย
อันนี้นี่น่าให้ธรรมชาติคัดสรรเหมือนกันนะ
6) ล้มแล้วไม่ลุก.. เชื่อว่า แพ้
ถ้าศัพท์สมัยนี้ก็คือ ขั้วตรงข้ามของ resilience นั่นแหละ
เชื่อว่า ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
แต่ละคนอาจจะมีสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ไม่เหมือนกันก็ได้ ถ้าบอกว่า การไปทำงานคือเป็นทุกข์.. ไม่ทำได้มั้ย อันนั้นก็ได้.. แต่ถ้าไม่มีเงินใช้ จะเป็นทุกข์กว่ามั้ย ก็ลองชั่งน้ำหนักเองดีๆ
6. แบ่งความสุขให้ย่อยๆ แล้วมีบ่อยๆ ดีมั้ย
- ถ้าความสุขคือ การต้องถึงจุดหมาย… เราจะมีได้กี่ที
- แต่ถ้าเราอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขระหว่างทาง—กินไอติม พักบ้าง ไม่ต้อง highly productive ทั้งวัน .. ผลรวมของความสุขสะสม อาจจะมีมากกว่า รึเปล่า
7. Reframing & retro
- สุขสมหวังตลอดปี ตลอดไป ก็ไม่ใช่ชีวิตแล้วแหละ.. มันต้องมีบ้างที่ผิดหวัง
- โทษตัวเอง โทษคนอื่น หรือเลือกมองว่า เราเรียนรู้อะไรได้ และปล่อยวางอะไรได้บ้าง
- บางครั้ง สิ่งที่ไม่ได้อย่างที่หวัง อาจพาเราไปเจอโชคดีแบบอื่นก็ได้
ท้ายที่สุด .. ขอยืมคำจาก หมอแพท เพจหมอตุ๊ด
เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบกับความสุขของตัวเอง
ถ้าไม่มีความสุข อาจไม่ใช่เพราะใครทำให้เราเป็นทุกข์
แต่อาจเป็นเพราะ เราเลือกบางอย่างที่ไม่พาเราไปทางนั้นเอง
WHYING:
ถ้าให้เลือก 3 อย่าง ที่ทำแล้วเป็นทุกข์ คุณจะเลือกอะไร
จะเลือกไปต่อ หรือหยุดทำ
เมื่อไหร่ หรือตอนไหน
ลองคิดเล่นๆ ดูฮะ
ปล. บทสรุปในสไตล์ อ. นภดล สามารถตามได้ที่นี่
เขียนเอง รีวิวเอง นักเลงพอจริง #หยอกๆ

Leave a comment